เทคนิคการอ่านไพ่คู่ต่อสู้

เราจะพัฒนาความสามารถในการอ่านไพ่คู่ต่อสู้ได้อย่างไร คำถามนี้มักจะถูกถามกันบ่อยๆและมันก็เป็นคำถามที่น่าสนใจมากๆ เหมือนกับการถามว่า ทำยังไงให้เล่นโป๊กเกอร์ให้ดียิ่งขึ้น ? การอ่านไพ่เป็นส่วนที่สำคัญมากของการเล่นโป๊กเกอร์ คำตอบของคำถามนี้จึงไม่ง่ายดายนักเหมือน เช่นตอนตั้งคำถาม ทักษะนี้เป็นทักษะที่มีการพัฒนาไปอย่างช้าๆและต้องใช้ประสบการณ์ในการเล่นและการฝึกฝนร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามเราจะลองมาพยายามรวบรัด เทคนิคการอ่านไพ่คู่ต่อสู้ บางประการที่พอจะช่วยตอบคำถามข้อนี้ได้

1. เข้าใจ range ของไพ่

            เรามักจะอ้างอิง range ไพ่ในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างเช่น “คู่ต่อสู้ 3-bet มา range ไพ่ 10%” ความหมายของประโยคนี้เป็นไปได้จำกัดมาก ถ้าดูตามหลักเหตุผล 10% ในประโยคนี้จะบอกถึงเปอร์เซ็นต์ที่ไพ่ของคู่ต่อสู้จะมีไพ่ที่ดีมากๆ แต่แนวคิดนี้ไม่ได้บอกถึงเรื่องความถี่หรือเปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดขึ้น คู่ต่อสู้ของเราอาจจะ 3-bet ด้วยไพ่ที่ไม่ดี 10% จากทั้งหมดก็ได้

Merged/Depolarized/Linear

            เป็นชนิดของ range ที่เข้าใจได้ง่ายที่สุด ทั้ง 3 คำนี้สามารถใช้ทดแทนกันได้ เราอาจจะได้ยินคำว่า Merged หรือ Linear ซึ่งก็มีความหมายเหมือนกัน แนวคิดนี้จะใช้ทดแทนช่วงไพ่ที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่สามารถรู้ได้ว่าไพ่แบบไหนคือไพ่ที่ดีจริงๆ เพราะมันขึ้นอยู่กับเราว่าเราจัด range ไพ่ที่ดียังไง ไพ่ทุกไพ่ไม่ได้มีค่าความได้เปรียบที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าเราเอาไพ่ใบนั้นไปเทียบกับไพ่อะไร และไพ่ใน range ไหน ไพ่บางไพ่อาจจะดีเมื่อเทียบกับไพ่ที่อยู่ใน range เดียวกัน แต่อาจจะไม่ดีเมื่อเทียบกับไพ่ใน range อื่น ดังนั้นเราจะไม่จัด range โดยการดูค่าความได้เปรียบ ในความเป็นจริงแล้ว ยิ่ง stack ลึกมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งสนใจค่าความได้เปรียบน้อยลงเมื่อเทียบกับความสามารถที่ไพ่นั้นจะเล่นได้

            ผู้เล่นส่วนมากมักเห็นพ้องต้องกันว่าไพ่ AA เป็นไพ่ที่ดีที่สุดใน NLHE แต่เขาอาจจะเลือก A9o หรือ 9Ts เป็นส่วนนึงของ range นี้ได้ด้วยเช่นกัน A9o มีค่าความได้เปรียบมากกว่าไพ่อื่นๆอีกสองใบ และ 9Ts  ก็เป็นไพ่ที่มีความสามารถที่จะเล่นได้ดีในหลายสถานการณ์ ดังนั้นจึงไม่มีการระบุ range linear ที่ถูกต้องที่สุดขึ้นอยู่กับแนวคิดของแต่ละบุคคล ถึงแม้เราจะคิดว่าคู่ต่อสู้ของเรามี range ไพ่ linear 10% เราก็ยังต้องสังเกตุเขาเพิ่มขึ้นอีกว่า เขามีการแสดงท่าทางอะไรออกมาหรือเปล่า เมื่อเขากำลังถือไพ่ที่อาจจะเหนือกว่าคนอื่นๆ

Polarized

            เป็นชนิดของ range ไพ่ที่ผู้เล่นจะมี range ไพ่ที่ดี และ range ไพ่ไว้สำหรับบลัฟฟ์ และไม่ค่อยมีไพ่ตรงกลางระหว่างทั้ง 2 range นี้ ยกตัวอย่างเช่น มีผู้เล่นคนนึงที่ทำการยิง 3 barrels ในรอบ flop turn และ river ดังนั้นไพ่ที่เขาถืออยู่ไม่น่าจะเป็นไพ่กลางๆ ความเป็นไปได้ก็คือเขามีไพ่ที่ดีมากจริงๆ หรือ เขาอาจจะกำลังบลัฟฟ์เราอยู่

            ในรอบ pre-flop ไพ่ AA อาจจะเป็นไพ่ที่ดีเพื่อสร้างมูลค่า และ Q9s อาจจะเป็นไพ่ที่ใช้ในการบลัฟฟ์ เพราะ Q9s ยังเป็นไพ่ที่สมเหตุสมผลที่จะเล่นเพราะมีค่าความได้เปรียบอยู่บ้างและสามารถเล่นได้ในหลายๆสถานการณ์ แต่จะไม่เลือกไพ่อย่าง 23o มาเล่น อาจจะดูเป็นไพ่ที่ใช้สำหรับบลัฟฟ์จริงๆ แต่เราคงไม่เลือกบลัฟฟ์ด้วยไพ่ที่ไม่มีค่าความได้เปรียบเลย เราจะต้องเลือกไพ่ที่มีค่าความได้เปรียบบ้างและมีศักยภาพในการเล่นบ้างเพื่อนำเอาเข้าไปเล่น

            โดยทั่วไปเราจะรับรู้ polarized range ได้ เมื่อผู้เล่นคนนึงเล่น aggressive มากๆในหลายๆรอบการเดิมพัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจจะยิง 3 barrels คู่ต่อสู้ที่แสดงให้เห็นว่าไพ่ในมือของเขานั้นแกร่งมากจริงๆ ซึ่งเราอาจจะไม่ได้เห็นเขาทำแบบนี้บ่อยๆ ก็มีโอกาสที่เขาจะมีไพ่ที่อยู่ใน range นี้  อาจจะมีไพ่ที่ดีอยู่ในมือเลยหรืออาจจะไม่มีอะไรเลยก็เป็นไปได้

Condensed

            ผู้เล่นมักจะมองข้าม range ไพ่ชนิดนี้ไป และมักจะคิดว่ามี range แค่ 2 ชนิดคือ polarized และ depolarized ไพ่ชนิดนี้จะมีลักษณะคล้ายๆกับ range ไพ่ชนิดแรกแต่แตกต่างกันที่ไม่ได้ถือไพ่ที่ดีมากๆอยู่ในมือ ลองนึกถึงภาพบอร์ด J♥ 7♠ 8♠ และคู่ต่อสู้ของเราตัดสินใจ check/call ถ้าเขาไม่มีอะไรเลยก็ไม่น่าที่จะ call แต่ถ้าเขามีไพ่ที่ดีมากจริงๆเช่นติด set หรือ straight เขาก็ไม่น่าจะ check/call เช่นกัน ในแอคชั่นนี้มีความเป็นไปได้ว่าคู่ต่อสู้ของเราอาจจะกำลังรอไพ่ติด flush หรือกำลังถือไพ่กลางๆอยู่ ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลยหรือมีไพ่ที่ดีที่สุดอยู่ในมือ

            คำแนะนำง่ายๆคือ ผู้เล่นที่มักจะตั้งรับด้วยการ call เป็นส่วนมากมักจะมีไพ่ condensed range และผู้เล่นที่เล่นแบบ aggressive มากๆจะมี polarized range


Capped

            ไพ่ range นี้จะคล้ายๆ condensed เพียงแต่ว่ามีโอกาสที่ไพ่ในมืออาจจะไม่มีอะไรเลย ยกตัวอย่างเดียวกับเมื่อครู่ บอร์ด J♥ 7♠ 8♠ ผู้เล่นอาจจะถือไพ่ใน capped range เมื่อไพ่ที่มาในรอบ turn มาแบบไม่ได้ช่วยอะไร แต่ถ้าไพ่ในรอบ turn มาทำให้เขาติด flush เขาก็จะไม่ได้อยู่ใน range นี้อีกต่อไป ไพ่ใน range นี้มักจะเป็นไพ่ที่เพิ่มอัตราการชนะให้กับไพ่ที่ไม่ showdown อีกด้วย

Weighted

            เป็นการให้น้ำหนักของ range ที่แตกต่างกันไป ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าคู่ต่อสู้ของเรามี polarized range 10% แต่มันจะดีมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเรารู้ว่าเขาให้น้ำหนักไปทางฝั่งไหนมากกว่ากัน ให้น้ำหนักในการสร้างมูลค่า หรือ ให้น้ำหนักในการบลัฟฟ์ โอนเอนไปฝั่งไหนมากกว่าก็จะช่วยเรากำหนดวิธีการรับมือได้มากขึ้น

2. คิดย้อนกลับ

            คู่ต่อสู้สามารถเริ่มต้นเกมด้วยไพ่อะไรก็ได้ในมือ แต่จากแอคชั่นการตัดสินใจของเขาจะทำให้เราสามารถตัดไพ่ที่ดูไม่สมเหตุสมผลออกไปและไพ่ในมือที่เขาสามารถถืออยู่ได้ก็จะเริ่มแคบลงเรื่อยๆ เมื่อมาถึงรอบ river เราคาดหวังว่าจะตัดไพ่ออกไปได้จนเหลือความน่าจะเป็นเพียงไม่กี่อย่างที่เขาจะสามารถถือได้ เพื่อทำการตัดสินใจให้ดีที่สุดเพื่อสู้กับไพ่ของคู่ต่อสู้

            บางครั้งนี้อาจจะไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดในการตัดสินใจ แต่สมองของคนเราก็ไม่สามารถจดจำ ติดตาม คำนวณความน่าจะเป็นหลายๆร้อยรูปแบบได้ในเวลาเดียวกัน ในบางสถานการณ์การโฟกัสหาสิ่งที่เขาไม่น่าจะถืออยู่อาจจะง่ายกว่าการหาว่าเขาน่าจะถืออะไรอยู่ในมือ


3. การนับและจัดหมู่

            เราอาจจะต้องใช้การนับและจัดหมวดหมู่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะคำนวณความน่าจะเป็นและจัดหมวดหมู่ทั้งหมดของไพ่กลางๆ แต่การรู้อย่างคร่าวๆของไพ่ที่น่าจะเป็นไปได้ สามารถช่วยให้การตัดสินใจของเราดีขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

            อันนี้เป็นเรื่องของการฝึกคำนวณสำหรับโป๊กเกอร์ เป็นการแบ่งแยก range ไพ่ต่างๆออกและนับความน่าจะเป็นของไพ่บนมือที่จะสามารถเป็นไปได้ โดยทั่วไปเราไม่สามารถคำนวณปุ๊ปปั๊บระหว่างเกมได้เลยว่าไพ่ที่คู่ต่อสู้ถืออยู่นั้นมีความน่าจะเป็นเท่าไหร่ และเป็นอะไรบ้าง การฝึกแบบพื้นฐานอาจจะเริ่มต้นจากการแยกประเภทและประมานค่าคร่าวๆ อย่างเช่น จากการตัดสินใจการเล่นของคู่ต่อสู้ เราอาจจะคิดว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่เขากำลังรอflush มีความเป็นไปได้ปานกลางที่จะถือ top pair และมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถือ underpair อยู่ เป็นต้น

4. อ่านไพ่ย้อนกลับ

            นี่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากเมื่อเล่นกับผู้เล่นที่เล่นเป็นประจำ เพราะการอ่านไพ่ผู้เล่นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีกระดับนึงเพราะพวกเขาสามารถปิดบังหรือบิดเบือนไพ่ที่ตัวเองถือได้จากวิธีการเล่น แต่อย่างน้อยเราก็ยังรู้ว่าวิธีการเล่นไพ่ของเรามี range ไพ่เป็นแบบไหน และเทคนิคนี้เป็นการอ่านความคิด การรับรู้ range ไพ่ของเราจากมุมมองของคู่ต่อสู้และใช้มันเป็นพื้นฐานในการเล่น

            ถ้าเรารู้สึกว่าเราเล่นแบบแข็งมากๆแล้วแต่คู่ต่อสู้ก็ยังคง rasie เรากลับมาอยู่ สถานการณ์แบบนี้เราก็ต้องหมอบเพราะน่าจะสู้ไม่ได้จริงๆ หรือถ้าเราสวมบทบาทที่เราอาจจะไม่ได้ถือไพ่ที่ดีมาก และเจอผู้เล่นที่ aggressive ใส่เรามากๆ เราอาจจะเล่นต่อไปเผื่อดูว่าที่เขาแสดงออกมานั้นเพื่อบลัฟฟ์เราหรือเปล่า

5. จดจำ capped range

            นี่จะเป็นเทคนิคที่จะทำให้เราสามารถเล่นไพ่ที่มีค่าความได้เปรียบต่ำๆและสร้างกำไรได้ เมื่อคู่ต่อสู้ของเราตัดสินใจบางสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากปกติ ถ้าเขาถือไพ่ที่ดีอยู่ในมือเขาจะไม่ตัดสินใจเลือกแอคชั่นนี้ เหมือนตัวอย่างก่อนหน้านี้ ถ้าบอร์ด J♥ 7♠ 8♠ แล้วคู่ต่อสู้ check/call มา ไพ่ในรอบ turn เปิดออกมาไม่ได้ช่วยอะไรเลย เราก็จะสามารถเดาได้ว่าเขาไม่น่าจะถืออะไรดีๆเอาไว้ นี้เป็นสถานการณ์ที่ดีที่จะกดดันคู่ต่อสู้ต่อไป

            ในอีกสถานการณ์นึง ถ้าบอร์ดออก J♥ 5♠ 5♦ คู่ต่อสู้ของเราอาจจะเล่นไพ่พรีเมี่ยมในมือแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป ทำให้เราไม่สามารถสรุปได้ว่าเขาถือไพ่ใน capped range หรือไม่ ถ้าเขาเลือกที่จะตั้งรับ อีกสถานการณ์ที่มักจะเป็นไพ่ใน range นี้ก็คือ คู่ต่อสู้ของเราไม่สามารถ c-bet ต่อในรอบ flop turn หรือ river ได้ แสดงว่าเขาอาจจะไม่มีอะไรดีๆในมือหรืออาจจะถืออะไรดีๆแต่กำลังหลอกเราอยู่ ซึ่งโดยปกติแล้วเราควรจะหลีกเลี่ยงการ c-bet เพื่อป้องกันไม่ให้คู่ต่อสู้รู้ range ไพ่ของเราถ้าเราถือไพ่ที่ดีอยู่ในมือ แต่ในความจริงแล้วผู้เล่นส่วนมากไม่ได้คำนึงถึงความคิดนี้ซะเท่าไหร่

6. ทำความเข้าใจแนวโน้ม

            อันนี้เกี่ยวข้องกับประสบการณ์การเล่นซะส่วนมาก ถ้าเราสามารถจำแนกคู่ต่อสู้ตาม range ต่างๆและสามารถคิดความเป็นไปได้ของไพ่รายบุคคลได้ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ถ้าเราคาดเดาคู่ต่อสู้ของเราผิดไปทั้งหมดที่คิดออกมาได้ก็สูญเปล่า การที่จะคาดเดาแนวโน้มได้นั้น เราอาจจะต้องเล่นวนไปแบบนั้นเป็นหมื่นๆรอบ ก่อนจะพอสรุปได้ว่าถ้าไพ่แบบนี้น่าจะมีแนวโน้มเลือกแอคชั่นเป็นแบบไหน

            ถึงแม้เราจะรู้แล้วว่าคู่ต่อสู้เราต้องถือไพ่ range นี้แน่นอน แต่เราอาจจะยังเสียในเกมนั้นอยู่ดี ถ้าสิ่งที่เราคาดหวังว่าคู่ต่อสู้จะเลือกทำมัน มันไม่เกิดขึ้น ลองจินตนาการดูว่าเราสามารถจำกัด range ไพ่ของคู่ต่อสู้เราได้แล้วว่าในมือเขาจะต้องเป็น คู่กลางๆอย่างแน่นอน เราคาดหวังไว้ว่าคู่ต่อสู้จะหมอบคู่กลางในมือถ้าจะต้องลงเดิมพันหนักๆในรอบ river แต่สุดท้ายเขาเลือกที่จะไม่หมอบ เราสามารถเดา range ไพ่เขาได้จริงๆแต่คาดการณ์แนวโน้มแอคชั่นผิด

            สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เล่นไม่สามารถเข้าใจแนวโน้มได้เป็นเพราะด่วนตัดสินใจมากเกินไป เหมือนที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า เราพอจะคาดเดาแนวโน้มได้อาจจะต้องเล่นหลายหมื่นรอบ แต่ผู้เล่นส่วนมากเล่นแค่ไม่กี่ร้อยรอบก็จะด่วนสรุปไปก่อนแล้วว่าผู้เล่นส่วนมากจะต้องเล่นแบบนี้ ถ้าถือไพ่ range นี้ แต่ความคิดนั้นมันไม่ถูกต้องเสมอไป เมื่อคู่ต่อสู้คนนี้อาจจะเล่นแบบนี้ ในไพ่ range อื่นเช่นเดียวกัน

7. คิดให้ลึก

            จากการคิดค้นปุ่มหมอบอัตโนมัติ ทำให้เราติดนิสัยการตัดสินใจที่รวดเร็วและบางครั้งก็เผลอลืมไปว่าการเล่นโป๊กเกอร์นั้นเป็นเกมของกลยุทธ์และอาศัยความคิดในระดับสูงเช่นเดียวกับหมากรุก เราจะต้องดึงตัวเองให้ตัดสินใจให้ช้าลงและคิดมากขึ้นว่าคู่ต่อสู้ของเรานั้นถืออะไรอยู่ อย่ากลัวที่จะใช้เวลาคิดให้ละเอียดมากขึ้น เราสามารถใช้เวลาตรงนั้นเพื่อผลประโยชน์ของเราได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และจะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น เมื่อคู่ต่อสู้ของเราตัดสินใจแอคชั่นต่างๆในเวลา 2-3 วินาทีโดยที่ไม่ได้คิดให้ดีเสียก่อน

            การตัดสินใจที่รวดเร็วปุปปัปเป็นผลลัพธ์ของการมีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีมากนัก ในขณะที่เรากำลังพยายามอ่านไพ่ในมือของคู่ต่อสู้ เราจะต้องใช้สมองในส่วนของความเป็นเหตุเป็นผลมากทีเดียว แต่ถ้าเรากำลัง tilt อยู่ สมองส่วนนั้นจะถูกปิดโดยที่เราไม่รู้ตัว และทำให้การอ่านไพ่ของเราผิดไปจากความเป็นจริง น่าแปลกมากที่สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

เหมือนกับที่บอกกันไปแล้วข้างต้นว่าความสามารถในการอ่านไพ่ของคู่ต่อสู้นั้นเป็นสิ่งที่เราจะพัฒนาได้จากประสบการณ์การเล่นที่มากพอสมควรและการศึกษาเพิ่มเติม อย่าเพิ่งท้อแท้ถ้าคุณรู้สึกว่ามันน่าจะต้องใช้เวลานานมากๆแน่เลยกว่าจะพัฒนาทักษะในส่วนนี้ให้แข็งแกร่งได้ และเราคาดหวังว่าข้อแนะนำ 7 ข้อทางด้านบนจะพอช่วยให้คุณเดินไปตามทางอย่างถูกต้องและล่นระยะเวลาได้ไม่มากก็น้อย